
หากคุณต้องทรมานจากอาการต่างๆ อย่างเช่น การหยุดหายใจในขณะนอนหลับ โรครองช้ำ หรือเป็นกรดไหลย้อน คุณอาจจะต้องหาวิธีการบางอย่างเพื่อทำให้คุณหายจากอาการเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา การทำกายภาพบำบัด ซึ่งมันก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นใช่ไหม?
แต่ถ้าบทความนี้กำลังจะบอกคุณว่าปัญหาเหล่านั้นสามารถรักษาได้โดยการเปลี่ยนสิ่งๆ หนึ่งเท่านั้นล่ะ ซึ่งก็คือ ท่านอนหลับของคุณ ฟังดูน่าสนใจใช่ไหม?
วันนี้เราจะมาดูอาการเจ็บปวดทั้ง 6 อย่าง ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทางของคุณในขณะที่คุณนอนหลับกันเถอะค่ะ
1. อาการปวดไหล่
หากคุณมีอาการปวดไหล่ สิ่งแรกและสิ่งสำคัญก็คือการหลีกเลี่ยงการนอนหลับทับบนหัวไหล่ข้างที่คุณเจ็บ หากคุณเลือกที่จะนอนหลับอีกด้านหนึ่ง ให้วางหมอนใบใหญ่ไว้ที่ระดับหน้าอกของคุณ และวางแขนของคุณลงบนนั้น
2. อาการปวดคอ

หากคุณมีอาการปวดคอ คุณจะต้องประคองคอของคุณไว้ นั่นหมายความว่าจะไม่มีหมอนวางอยู่ใต้หัวของคุณ ดังนั้นให้ใช้ผ้าขนหนูม้วนเป็นโรลแทน แล้วนำไปว่าไว้ใต้คอของคุณ
3. อาการปวดหลัง
หากคุณมีอาการเจ็บปวดจากโรคโพรงกระดูกสันหลังแคบ การนอนหลับในท่านอนแบบเด็กทารก โดยมีหมอนวางอยู่ระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้างของคุณอาจเป็นตัวช่วยที่ดีนะ ส่วนการนอนคว่ำอาจเป็นท่าที่ไม่เหมาะนัก แต่หากคุณจำเป็นต้องนอนท่านี้ ให้วางหมอนไว้ใต้กระดูกเชิงกรานของคุณเพื่อบรรเทาอาการปวด
แต่ถ้าหากคุณชอบการนอนหงายมากกว่า ให้คุณวางหมอนไว้ใต้หัวเข่าของคุณ และสอดผ้าขนหนูม้วนแล้วรองไว้ที่หลังของคุณ
4. โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ
หากคุณมีอาการปวดเท้าที่มีสาเหตุมาจาก เอ็นฝ่าเท้าหรือส้นเท้าเกิดการอักเสบ คุณควรทำให้เท้าและข้อเท้าของคุณอยู่ในท่าที่สบาย
5. กรดไหลย้อน
หากคุณต้องทรมานจากกรดไหลย้อน คุณควรนอนหลับตะแคงไปทางด้านซ้ายของคุณ เพราะร่างกายด้านซ้ายเป็นตำแหน่งของระบบน้ำเหลือง เมื่อคุณหลับด้านนี้ มันจะช่วยให้การตกตะกอนของกรดในกระเพาะอาหารเป็นไปอย่างเหมาะสม
6. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
หากคุณต้องทนทุกข์จากอาการหยุดหายใจขณะหลับอย่างเช่น กรนและหายใจลำบากขณะนอนหลับ คุณควรนอนตะแคงไปด้านข้าง ซึ่งจะช่วยกีดกันลิ้นและเนื้อเยื่อของคุณไม่ให้ไปขัดขวางทางเดินหายใจ อีกวิธีหนึ่งในการหลีกเลี่ยงไม่ให้คุณกลับมานอนหงายก็คือ ให้หาหมอนมาวางไว้ข้างหลังของคุณขณะหลับค่ะ
หากใครมีปัญหาเรื้อรังมานานกับอาการปวดที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อก็ลองนำวิธีการเปลี่ยนท่านอนตามที่ได้แนะนำไปใช้ดูนะคะ เผื่อว่าอาการปวดเหล่านั้นจะทุเลาลง แต่ถึงอย่างไรก็อย่าลืมว่า การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด
ที่มา: davidwolfe
หลงใหลในความเป็นญี่ปุ่น~ ชอบเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักนะ : )